วิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัดที่ถูกต้อง และสิ่งที่ห้ามทำเมื่อถูกงูกัด

วิธีปฐมพยาบาลงูกัด

สัตว์มีพิษเราสามารถพบได้เกือบทุกสถานที่ เช่น สถานที่เที่ยวต่างจังหวัด ในสวน หรือแม้กระทั่งในบ้านของเราเอง ซึ่งสัตว์ที่เราพบได้บ่อยนั่นก็คือ “งู” โดยเฉพาะในฤดูฝน ช่วงฤดูฝนจะมีน้ำท่วมขังตามที่ต่างๆทำให้สัตว์เลื้อยคลานหนีน้ำขึ้นมาและอาจเข้ามาอยู่ในที่อยู่อาศัยของเราได้ ทำให้พบผู้ที่ถูกงูพิษกัดมากในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม งูมีทั้งมีพิษและไม่มีพิษถ้าเจอเหตุการณ์งูกัดไม่ว่าจะกับตนเองหรือผู้อื่นเราควรต้องมีความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง ก่อนที่จะไปพบแพทย์ เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้

- พื้นที่โฆษณา -

งูแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ งูมีพิษ และงูไม่มีพิษ

  • งูมีพิษ งูมีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยนั้นมีหลายสายพันธุ์ เช่น งูจงอาง งูเห่า งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม งูสมิงคลา งูกะปะ งูทะเล และงูเขียวหางไหม้ งูชนิดนี้จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปในผิวหนัง เยื่อเมือก หรือดวงตาของผู้ที่ถูกกัด แต่งูมีพิษบางตัวอาจกัดโดยไม่ปล่อยพิษออกมาก็ได้
  • งูไม่มีพิษ งูไม่มีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น งูเขียวชนิดต่างๆ งูสิง งูแสงอาทิตย์ งูดิน งูเหลือม และงูหลาม งูถึงงูที่ถูกกัดจะไม่มีพิษแต่ผู้ที่ถูกงูไม่มีพิษกัดก็ควรเข้ารับการรักษาทันทีเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด

อาการเมื่อถูกงูพิษกัด

พิษทำลายกล้ามเนื้อ

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นและปัสสาวะน้อยลง
  • อาจเป็นอัมพาต

พิษทำลายระบบประสาท

  • อ่อนเพลียวิธีปฐมพยาบาลงูกัด
  • แน่นหน้าอก
  • ตาพร่ามัว
  • ขากรรไกรแข็ง พูดไม่ชัด
  • กลืนน้ำลายไม่ได้
  • เป็นอัมพาต

พิษทางระบบโลหิต

  • มีเลือดซึมตามรอยเขี้ยวที่ถูกกัด
  • ปวดบวม
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • มีเลือดออกใต้ผิวหนัง
  • อวัยวะภายในตกเลือด
  • ปัสสาวะมีเลือดปน

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัด

  1. จดจำสีและรูปร่างของงู เพื่อให้ข้อมูลแก่แพทย์
  2. ควรปลอบผู้ที่ถูกงูกัดให้ใจเย็นและไม่ตื่นตัว เพื่อชะลอพิษงูกระจายไปตามร่างกาย ให้อวัยวะที่ถูกงูกัดให้อยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ เพื่อไม่ให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจมากขึ้น
  3. รีบแจ้งโรงพยาบาลให้มารับตัวผู้ป่วยโดยเร็ว สามารถโทรแจ้งเพื่อขอรับความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้ที่สายด่วน 1669
  4. ปลดเสื้อผ้าให้หลวม ถอดแหวนและเครื่องประดับ เนื่องจากอาจทำให้บริเวณที่ถูกงูกัดบวมขึ้น
  5. ล้างแผลที่ถูกงูกัดด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น ไม่ควรเอามีดกรีด ใช้ไฟจี้ หรือเอาสมุนไพรต่างๆ มาพอกแผล เพราจะเพิ่มโอกาสที่แผลจะติดเชื้อ
  6. หาไม้ดามบริเวณที่ถูกงูกัดแล้วใช้ผ้าพันให้แน่นพอประมาณเหนือแผลงูกัดประมาณ 5-15 ซม.
  7. ในระหว่างรอรถพยาบาลหรือระหว่างทางไปโรงพยาบาล ให้สังเกตอาการผู้ป่วย เช่น อุณหภูมิในร่างกาย ชีพจร อัตราการหายใจ ความดันโลหิต และห่มผ้าห่มให้แก่ผู้ป่วย

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกงูกัด

  1. ห้ามดูดพิษงูออกจากแผล ถ้าหากมีเพียงแผลในปาก ฟันผุ ร้อนใน กัดปาก หรือแผลในหลอดอาหาร กระเพาะวิธีปฐมพยาบาลงูกัดอาหาร พิษก็เข้าสู่ร่างกายได้ และอาจทำให้แผลติดเชื้อได้
  2. ห้ามกรีดแผล เพราะจะทำให้พิษกระจายเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขึ้น
  3. ห้ามขันชะเนาะ (รัดเหนือแผลให้เลือดไม่ไหล) อาจทำให้เลือดไม่มาเลี้ยงอวัยวะที่ถูกกัด เสี่ยงต่อการเกิดเนื้อตายจนต้องตัดอวัยวะทิ้ง
  4. ห้ามให้ผู้ที่ถูกงูกัดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราจะทำให้ไปปิดบังอาการที่เกิดจากพิษงูได้
  5. กินมะนาว การกินมะนาวไม่ได้ช่วยอะไรเลย ควรรีบพาผู้ถูกกัดไปโรงพยาบาลดีกว่า
  6. ห้ามเอาไฟฟ้าช็อต วิธีนี้ไม่มีส่วนที่ช่วยในเรื่องของพิษงูเลย อาจทำให้ผู้ที่ถูกกัดมีอาการหนักขึ้นและเสียชีวิตด้วย
  7. ห้ามขยับอวัยวะที่ถูกกัด พยายามอย่าให้อวัยวะที่ถูกกัดมี เคลื่อนไหว เพราะเมื่อขยับอวัยวะ เลือดก็จะมาเลี้ยงส่วนนั้นมากขึ้นครับ จะส่งผลให้ไปเร่งให้พิษที่อยู่ในกระแสเลือดให้สูบฉีดไปยังอวัยวะที่สำคัญได้เร็วขึ้น
  8. ไปตามหางู ควรจำลักษณะของงูไปก็พอ เพราะมีความเสี่ยงที่คนไปจับงูจะถูกงูกัดไปอีกคน และถ้ามัวแต่ไปตามหางูอาจจะทำให้ผู้ถูกกัดอาการแย่ลงก่อนจะไปถึงโรงพยาบาล

การป้องกันงูกัด

  • เลี่ยงบริเวณที่อับ มืด หรือรก ซึ่งอาจมีงูหรือสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ ที่เป็นอันตรายซ่อนตัวอยู่
  • จัดของในบ้านให้เป็นระเบียบเพื่อไม่ให้สัตว์มีพิษมาอาศัย
  • ควรสวมรองเท้าและเสื้อผ้าที่มิดชิดรัดกุมในกรณีที่ต้องเข้าไปในบริเวณที่รกครึ้ม
  • หากเจองูในระยะใกล้ ควรยืนนิ่งๆ เพราะงูจะฉกและกัดหากเคลื่อนไหว
  • ห้ามจับหรือแหย่งู ไม่ว่าจะเป็นงูที่มีหรือไม่มีพิษ
  • ไม่ควรทำให้งูตกใจ เนื่องจากอาจทำให้งูกัดได้
  • ไม่ล้วงมือลงไปในรูหรือช่องที่มองไม่เห็นข้างใน

 

 

แบ่งปัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here