วิธีการเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหารที่ถูกต้อง

น้ำมันที่เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร

น้ำมันเป็นส่วนประกอบหลักในการทำอาหารไทย และน้ำมันก็เป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ควรทานในปริมาณที่พอดี หากทานน้ำมันมากไปจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคอ้วน เป็นต้น การใช้น้ำมันเราต้องใช้อย่างถูกวิธีต้องรู้ว่าน้ำมันชนิดไหนใช้ทำอาหารประเภทอะไรเพราะการใช้น้ำมันผิดประเภทก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้เหมือนกัน

- พื้นที่โฆษณา -

น้ำมัน และไขมัน มีกรดไขมันเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกันไปตามชนิดของน้ำมันและไขมัน เป็นผลให้น้ำมันและไขมันแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • กรดไขมันอิ่มตัว เป็นไขมันที่เป็นไขมันเต็มตัว เช่น คอเลสเตอรอล ไขมันชนิดนี้มีผลต่อโรคอ้วน และโรคหลอดเลือด
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัว เป็นไขมันที่ได้จากพืช ยกเว้นจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ และน้ำมันปาล์ม
  • ไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น พบมากในอาหารแปรรูป เช่น มาการีน เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ไขมันทรานส์ทำให้อ้วนและทำให้เกิดไขมันส่วนเกินตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตับจะทำงานผิดปกติ ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจได้
  • ไตรกลีเซอไรด์ พบมากในไขมันสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่แดง เนย ไขมันจากกะทิ และมะพร้าว เมื่อบริโภคในปริมาณมาก ต่างๆของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองน้ำมันที่เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร

ชนิดของน้ำมัน

น้ำมันสำหรับปรุงอาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันเมล็ดปาล์ม) ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันสัตว์
  • น้ำมันจากไขมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมูจะมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันอิ่มตัว เมื่อทานไขมันจากสัตว์มากๆจะทำให้มีโคเลสเตอรอลสูง ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด

น้ำมันที่นิยมใช้ปรุงอาหาร

  1. น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันข้าวโพด

น้ำมันชนิดนี้เหมาะกับการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนปานกลาง เช่น การผัด เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระดับปานกลาง ไม่เป็นไขที่อุณหภูมิต่ำ แต่ถ้าผ่านความร้อนอุณหภูมิสูงมากจะเกิดอนุมูลอิสระได้ง่าย

น้ำมันที่เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร

2. น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกมีจุดเกิดควันต่ำ จึงไม่เหมาะกับการปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อน ส่วนใหญ่จะนิยมนำมาทำน้ำสลัด น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากที่สุด มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกายได้ ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ลดรอยเหี่ยวย่นได้ แต่มีข้อเสียเพียงคือมีราคาแพงและมีกลิ่นค่อนข้างฉุน

3. น้ำมันปาล์ม

เป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง และมีกรดไลโนอีกต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆจึงทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้ เหมาะแก่การทำอาหารที่ใช้ความร้อนสูง และไม่เกิดควันเมื่อผัดหรือทอดอาหารที่อุณหภูมิสูง มีราคาถูกน้ำมันปาล์มจึงเป็นที่นิยมในการนำมาประกอบอาหารน้ำมันที่เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร

4. น้ำมันรำข้าว

เป็นน้ำมันพืชที่ผลิตจากรำข้าว จะมีสารโอริซานอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง ทำให้ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว

5. น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก และเป็นไขได้ง่ายเมื่อมีอุณหภูมิต่ำ จึงไม่ค่อยนิยมนำมาปรุงอาหาร แต่จะใช้เพื่อผลิตมาการีนและสบู่

6. น้ำมันเมล็ดคำฝอย

เป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่สุดในบรรดาน้ำมันพืช มีกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ปัจจุบันจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติและอาหารเพื่อสุขภาพ


วิธีการเลือกใช้น้ำมันปรุงอาหาร

  1. ผัดหรือทอดทั่วไปน้ำมันที่เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร
  • น้ำมันคาโนล่า
  • น้ำมันมะกอก
  • น้ำมันเมล็ดอัลมอนด์
  • น้ำมันงา
  • น้ำมันดอกคำฝอย
  • น้ำมันเมล็ดฝ้าย
  1. ผัด อย่างเดียว
  • น้ำมันถั่วเหลือง
  • น้ำมันข้าวโพด
  • น้ำมันรำข้าว
  1. ทอดที่อุณหภูมิสูงน้ำมันที่เหมาะสำหรับใช้ทำอาหาร
  • น้ำมันปาล์ม
  • น้ำมันหมู
  1. ผัด หรือสลัด
  • น้ำมันมะกอก (Extra virgin Olive oil)

เรื่องของน้ำมันที่คุณอาจยังไม่รู้

  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันทอดซ้ำ
  • ควรเก็บรักษาน้ำมันพืชไว้ในที่เย็น และพ้นจากแสง เพื่อถนอมรักษาวิตามินอี
  • น้ำมันทุกชนิด น้ำหนัก 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีเท่ากัน
  • อุณหภูมิของน้ำมัน และขนาดชิ้นอาหารที่นำลงทอด ล้วนมีผลทำให้เกิดการดูดซับน้ำมันมาก หรือน้อยแตกต่างกัน เช่น อาหารชิ้นใหญ่จะดูดซับน้ำมันน้อยกว่าอาหารชิ้นเล็ก และน้ำมันในอุณหภูมิต่ำจะทำให้อาหารอมน้ำมันมากกว่าอุณหภูมิสูง
  • ไม่ควรทอดอาหารที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ เพราะจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็ง และโรคหัวใจ

แบ่งปัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here