อันตรายจากการกลั้นจาม และวิธีการจามที่ถูกต้อง

กลั้นจาม

จาม เป็นอาการที่ร่างกายใช้ขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองออกทางจมูกและปากอย่างแรงและรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งสกปรกและแบคทีเรียจะถูกดักจับไว้ในน้ำมูกและถูกย่อยโดยกรดในกระเพาะ แต่ในบางครั้งสิ่งสกปรกก็สามารถผ่านเข้าไปภายในจมูกและทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อเมือกในจมูกและคอจนทำให้เกิดอาการจาม และเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าอกและกะบังลมอย่างฉับพลัน

- พื้นที่โฆษณา -

บางคนใช้วิธีกลั้นจามเมื่ออยู่ในสถานที่คับขัน เช่น ในห้องประชุม บนรถโดยสารประจำทาง โรงหนัง เพราะกลัวเสียงดัง กลัวสกปรก กลัวน้ำมูกไหล จึงใช้วิธีอุดจมูก ปิดปากเพื่อไม่ให้จามหรือเพื่อให้เสียงเบาลง เมื่อเรารู้สึกอยากจามไม่ควรที่จะกลั้นจามเพราะแรงดันที่เกิดจากการจามอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะ สมอง กะบังลม หู และระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการจาม

  • สิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะทางอากาศต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ สภาพอากาศ ละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา สะเก็ดผิวหนังของสัตว์ และการรับประทานอาหารรสเผ็ด
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
  • เป็นหวัดหรือไข้หวัดจากการติดเชื้อไวรัส
  • เกิดการบาดเจ็บที่จมูก
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาพ่นจมูก
  • จามจากการเกิดปฏิกิริยาหลังสัมผัสกับแสงสว่างจ้ากลั้นจาม

อันตรายจากการกลั้นจาม

  1. เกิดอันตรายกับสมอง การกลั้นจามจะทำให้ลมผ่านจากท่อในปากเข้าหูชั้นกลางด้านซ้ายแล้วทะลุผ่านกะโหลกใต้สมองเข้าสมองด้านซ้าย และอาจก่อให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ นอกจากนี้ยังส่งผลร้ายต่อปอดได้อีกด้วย
  2. เกิดอันตรายกับระบบทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่คอด้านหลัง มาจากเพดานอ่อนฉีกขาด จนทำให้กลืน หรือพูดไม่ได้ ผนังช่องคอทะลุ มีเลือดออกที่ผนังคอด้านหลัง และมีอาการคอบวมจากลมรั่ว กระดูกกล่องเสียงหัก นอกจากนี้กลั้นจามอาจทำให้กระดูกอ่อนตรงกระเดือกหักได้ด้วย
  3. เกิดอันตรายกับหู เมื่อกลั้นจามโดยการปิดจมูกปิดปากให้สนิท ลมไม่มีทางออกจึงไปออกที่หูแทน แต่เนื่องจากลมนั้นมีแรงดันอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้ปวดเจ็บในโพรงไซนัส และหูชั้นกลางอักเสบ หูดับ และอาจรุนแรงถึงขั้นแก้วหูทะลุ และหูหนวกถาวรได้
  4. เมื่อกลั้นจามลมจากอาการจามออกทางจมูกและปากไม่ได้ ทำให้ลมต้องหาทางออกทางอื่น อาจทำให้ปอดรั่ว และเสี่ยงมีความผิดปกติต่อกระบังลมได้
  5. ส่งผลทำให้มีอาการเส้นเลือดในตาเปราะขาดหรือแตก
  6. ลมจากการกลั้นจามอาจทะลุผ่านกะโหลกใต้สมองเข้าสมองได้ อาจทำให้มีอาการเบลอ พูดไม่ชัด คอบวม เสียงหาย

การจามที่ถูกวิธี

  1. หากรู้สึกอยากจามให้จามออกมา โดยปล่อยลมออกมาตามธรรมชาติกลั้นจาม
  2. ปิดปากทุกครั้งเมื่อจาม เมื่อรู้สึกอยากจะจามควรหาผ้าเช็ดหน้า หรือทิชชูมาปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคกระจาย แล้วนำไปทิ้งในถังขยะปิดให้เรียบร้อย
  3. จามใส่ข้อพับ เมื่อรู้สึกอยากจามแล้วไม่มีผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชูควรใช้การจามใส่ข้อศอก โดยยกแขนข้างใดข้างหนึ่งมาจับไหล่ตัวเองฝั่งตรงข้าม และยกมุมข้อศอกปิดปากและจมูกตนเองก่อนจาม
  4. ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ หลังจากจามทุกครั้งเพื่อกำจัดเชื้อโรค ไม่ให้แพร่กระจาย
  5. ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเป็นหวัด หรืออยู่ในสถานที่แออัด วิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องต้องเอาด้านสีเข้มออกด้านนอกเสมอ คลุมให้ปิดจมูก ปาก คาง กดลวดขอบบนให้สนิทกับสันจมูก ควรเปลี่ยนทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค
  6. หากกำลังป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ ผู้ป่วยควรรักษาตัวแยกออกจากผู้อื่น หรือผู้ที่ไม่ได้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่กำลังป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
  7. ไม่ควรจามใส่มือตนเอง เพราะเมื่อจามแล้วไม่ได้ไปล้างมือ เราก็จะเอามือไปหยิบจับสิ่งของต่างๆทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ง่าย

แบ่งปัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here