วิตามิน E มารู้จักประโยชน์และโทษจากวิตามิน E กันเถอะ

วิตามินอี

วิตามินอี หรือแอลฟา โทโคฟีรอล (Tocopherol) เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมันจะถูกเก็บสะสมไว้ที่ตับ เนื้อเยื่อ หัวใจ เลือด กล้ามเนื้อ ไขมัน มดลูก อัณฑะ ต่อมหมวกไต และต่อมใต้สมอง ซึ่งร่างกายจะดึงมาใช้เมื่อมีความจำเป็น วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกาย วิตามินอีมีหน้าที่ดักจับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย

- พื้นที่โฆษณา -

วิตามินอีสามารถพบได้ในอาหาร เช่น ไข่ ถั่วเหลือง น้ำมันพืช น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ตับ เนื้อสัตว์ กะหล่ำปลี ผักโขม อะโวคาโด ป่วยเล้ง จมูกข้าวสาลี โฮลเกรน ถั่วต่างๆ น้ำมันตับปลา เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินอี

วิตามินอี

  1. ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันและดักจับอนุมูลอิสระในร่างกาย ป้องกันไม่ให้เซลล์ต่างๆ ถูกทำลาย และช่วยให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่แข็งแรง ช่วยปกป้องการเสื่อมสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ เช่น ผิวหนัง ตา ตับ เต้านม หลอดเลือด และเม็ดเลือดแดงให้ไม่เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. ป้องกันโรคมะเร็ง มีรายงานการวิจัยว่า วิตามินอีสามารถป้องกันไม่ให้ไนโตรซามีนที่เป็นสารก่อมะเร็งที่อยู่ในอาหาร มาทำลายเซลล์ในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และยังสามารถลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย
  3. บำรุงผิว วิตามินอี สามารถช่วยให้เซลล์ผิวทนต่อรังสี UV B ในแดดได้ดีขึ้น ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ช่วยลดอาการไหม้เกรียมจากการถูกแดดเผา ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น
  4. ช่วยเพิ่มอัตราการมีบุตร วิตามินอีช่วยลดระดับของอนุมูลอิสระในน้ำอสุจิ จึงทำให้ผนังเซลล์อสุจิแข็งแรงขึ้น และส่งผลให้มีอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 30% นอกจากนี้วิตามินอียังช่วยลดอาการวัยทองของผู้หญิงได้อีกด้วย เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า และซึมเศร้า
  5. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ วิตามินอีช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้หลอดเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมองด้วย
  6. ป้องกันโรคสมองเสื่อม วิตามินอีจะช่วยป้องกันเซลล์จากสารอนุมูลอิสระที่มีผลทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย หากเกิดกับเซลล์สมองก็จะทำให้เป็นโรคทางสมองได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคพาร์คินสัน นอกจากนี้วิตามินอีจะช่วยชะลอการสูญเสียความทรงจำในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่มีความรุนแรงปานกลางได้ด้วย

อันตรายจากการได้รับวิตามินอีมากเกินไป

  • มีอาการท้องอืด อาเจียน ท้องร่วง ท้องเสีย ปวดท้อง
  • ปวดหัว ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อนวิตามินอี
  • อ่อนเพลีย เมื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ขัดขวางการดูดซึมวิตามินเอและวิตามินเค
  • มีภาวะเลือดออกง่าย
  • ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวยากขึ้น

อันตรายจากการขาดวิตามินอี

  • เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
  • กล้ามเนื้อฝ่อ
  • เกิดโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
  • สูญเสียการรับสัมผัสและการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  • สูญเสียความรู้สึกทางกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีปัญหาเรื่องการกลอกตาและทรงตัวได้ยาก

ข้อแนะนำก่อนทานวิตามินอี

  • หากเคยมีประวัติแพ้วิตามิน หรือมีประวัติแพ้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้วิตามินอี
  • หากทานยาชนิดอื่นๆอยู่ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนซื้อวิตามินอีมาทาน
  • วิตามินอี มีแนวโน้มที่จะไม่ปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณมากเกินไป หากเป็นโรคหัวใจหรือเบาหวาน
  • การบริโภควิตามินอี ในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดบีบท้อง อ่อนเพลีย อ่อนแรง ปวดศีรษะ มองเห็นไม่ชัด ผื่นคันและเกิดรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ หรือมีภาวะใดๆที่ผิดปกติควร แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทานวิตามิน

 

แบ่งปัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here