ปากเหม็นมาก ทำยังไงดี?

กลิ่นปากแรงทำไงดี

กลิ่นปากเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเพราะกลิ่นปากคือก๊าซชนิดหนึ่งที่เกิดในร่างกายของมนุษย์เรา สามารถออกมาได้จากทางปาก คอ รวมไปถึงจมูกก็เป็นได้ นอกจากนั้นกลิ่นปากยังสามารถทำร้ายคุณโดยการ ทำลายความมั่นใจ และบุคคลิกภาพได้อีกด้วย และเรื่องที่ร้ายแรงคือ อาจจะทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ หรือพูดกับคุณเลยก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะ

กลิ่นปากมีต้นเหตุมาจากไหนบ้างมาดูกัน

  1. ไม่ค่อยดูแลเรื่องสุขภาพช่องปาก สาเหตุหลักของการไม่ดูแลช่องปากคือ แปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เศษอาหาร แบคทีเรียต่าง ๆ มีการฝังตัวอยู่ตามซอกฟัน ลิ้น และกระพุ้งแก้ม เป็นสาเหตุหลักของการเกิดกลิ่นปาก

    ไม่ค่อยดูแลสุขภาพช่องปาก
    การดูแลช่องปากนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญพอๆ กับการกินอาหาร
  2. มีคราบหินปูนตามผิวของฟัน เนื่องจากฟันประกอบไปด้วยแคลเซียม และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งทำให้มีโอกาสในการเกิดคราบหินปูน ดังนั้นหากส่องกระจกแล้วเจอคราบหินปูน รีบ ๆ ไปหาทันตแพทย์ เพื่อกำจัดคราบหินปูนออกไปจากผิวของฟัน

    คราบหินปูนเกาะที่ผิวฟัน
    คราบหินปูนหากปล่อยเอาไว้นานๆ จะเป็นอันตรายต่อผิวฟันอย่างมาก
  3. อาการฟันผุ เกิดขึ้นเพราะว่ามีเศษอาหาร หรือเศษต่าง ๆ ไปติดอยู่ตามซอกและรูของฟัน ทำให้เกิดแบคทีเรียกินเนื้อฟัน ซึ่งมีสิทธิ์อาจจะส่งผลร้ายถึงปลายรากฟัน และทำให้เกิดหนอง จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก

    ฟันผุ
    ฟันผุนั้นจะเข้าไปทำลายเนื้อฟัน ทำให้ฟันนั้นมีลักษณะและสีของฟันไม่สวยงาม รวมไปถึงอาจจะทำลายรากฟันไปด้วยก็ได้
  4. เป็นแผลในช่องปาก อาจจะเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น การถอนฟัน การกัดกระพุ้งแก้ม แน่นอนว่าทำให้เกิดแผลและแบคทีเรียสะสม จนในที่สุดอาการของกลิ่นปากก็จะเริ่มรุนแรงขึ้น

    แผลในช่องปาก
    แผลในช่องปาก หรือที่เรียกกันว่าร้อนใน เป็นแหล่งสำคัญของการรวมตัวแบคทีเรีย ทำให้สร้างกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ออกมา
  5. โรคเหงือกอักเสบ เป็นอีกโรคหนึ่งที่น่ากลัวมาก เพราะว่าเหงือกนั้นมีการเปิดออกจากตัวฟันและเวลาที่เรากินอาหารเข้าไปอาจจะไปสะสมที่ร่องนั้น ทำให้การแปรงฟันอย่างเดียวไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่บริเวณตรงนั้นได้และในที่สุด เกิดเป็นหินปูน ทำให้กลิ่นปากจึงตามมา

    โรคเหงือกอักเสบ
    โรคเหงือกอักเสบ หากปล่อยไว้นานๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อฟันเป็นอย่างมาก
  6. ทานอาหารที่มีกลิ่นค่อนข้างรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น ปลาร้า กระเทียม เครื่องเทศ หอม สะตอ ทุกเรียน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีกลิ่นค่อนข้างแรง แต่ไม่ช้านานก็จะหายไป แต่ถ้ารับประทานอย่างเป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของกลิ่นปากเช่นกัน

    อาหารที่มีกลิ่นรุนแรง
    อาหารที่มีกลิ่นรุนแรง อาจจะทำให้เกิดกลิ่นปากที่ใครๆ ได้กลิ่นก็ไม่ชอบ เช่น ทุเรียน สตอ ปลาร้า เป็นต้น
  7. คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ แน่นอนว่าหากคนที่สูบนาน ๆ นั้น เวลาพูดและพ่นลมหายใจ จะมีกลิ่นของบุหรี่ตามมาด้วยตลอด ทำให้ใครๆ ต่างก็ไม่ชอบ

    ทิ้งเสียเถอะบุหรี่
    นอกจากบุหรี่จะทำร้ายร่างกายแล้ว ยังทำให้เราเสียเงินไปโดยฟรีๆ อีกต่างหาก

กลิ่นปากสามารถหายไปด้วยวิธีไหนบ้าง?

  1. พยายามแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร จะทำให้สุขภาพช่องปากของเรานั้นสะอาด อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเกิดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี
  2. ใช้ที่ทำความสะอาดลิ้น ไม่น่าเชื่อว่าการทำความสะอาดลิ้นนั้นสามารถลดกลิ่นปากได้มากเลยทีเดียว เนื่องจากลิ้นนั้นมีการสะสมของแบคทีเรียค่อนข้างมาก ดังนั้นเวลาแปรงฟันอย่าลืมทำความสะอาดลิ้นด้วยเพื่อลมหายใจที่สดชื่น
  3. ไหมขัดฟัน หรือ Dental Floss ถึงจะแปรงฟันอย่างถูกวิธี มันก็ยังมีส่วนที่การแปรงฟันนั้นเข้าไม่ถึง ฉะนั้นการใช้ไหมขัดฟันจึงเป็นตัวช่วยที่ดี ทำให้เข้าถึงซอกฟัน ร่องเหงือก ได้อย่างง่ายดาย อย่าลืมเชียวล่ะ
  4. ใช้น้ำเปล่าบ้วนปากหลังทานอาหาร การที่ต้องพกไม้แปรงฟันและยาสีฟันไปทุก ๆ ที่ค่อนข้างไม่สะดวก ดังนั้นการบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลังทานอาหารจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถขจัดเศษอาหาร รวมถึงกลิ่นปากได้ในระดับหนึ่ง
  5. หาหมากฝรั่งหรือลูกอม หรือซื้อสเปรย์ระงับกลิ่นปาก เป็นอีกทางออกหนึ่งที่ดี เนื่องจากสามารถช่วยดับกลิ่นปากได้ค่อนข้างเอาอยู่ และหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป แถมยังพกพาสะดวกอีกต่างหาก
  6. พบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสุขภาพช่องฟัน หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการไปพบทันตแพทย์ค่อนข้างเสียเวลา เราไม่อยากให้คุณคิดแบบนั้นเพราะว่า การที่ตรวจสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องที่ดี หากพบปัญหาภายในช่องปากเราจะได้แก้ไขทันเวลา

ฉะนั้นเรื่องสุขภาพช่องปากเราไม่ควรที่จะละเลย หรือมองข้ามเป็นอันขาด เพราะว่าจะทำให้นำไปสู่สาเหตุของกลิ่นปาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ถ้าหากแปรงฟันให้ถูกวีธี ใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังแปรงฟัน อีกทั้งไปพบทันตแพยท์อย่างเป็นประจำ หรือวิธีแก้ไขกลิ่นปากที่ทางเราได้นำเสนอไปนั้น ลองใช้ในชีวิตประจำวันดูก็ไม่เสียหายนะ เพื่อสุขภาพช่องปากของตัวเราเอง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here