โยโย่ เอฟเฟกต์ ผลเสียที่เกิดจากการลดความอ้วนผิดวิธี

โยโย่ เอฟเฟกต์

โยโย่ เอฟเฟกต์ เป็นภาวะที่การทำงานของร่างกาย ที่แสดงการขาดความสมดุลซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของร่างกายอย่างรวดเร็วเกินไป ส่งผลให้ระบบเมตาบอลิซึม หรือระบบเผาผลาญพลังงานทำงานผิดปกติและไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม โดยเกิดจากการลดความอ้วนอย่างผิดวิธี มักเห็นได้ชัดเจนในคนอ้วนที่พยายามลดความอ้วนจนผอมอย่างรวดเร็ว หรือทานยาลดความอ้วน ซึ่งยาลดความอ้วนจะไปออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลา ทำให้ระบบการเผาผลาญมีการจดจำภาวะการทำงานของร่างกายแบบผิดปกติ เมื่อผอมแล้วกลับมาทานอาหารปกติแบบเดิม จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

สาเหตุของการเกิดโยโย่ เอฟเฟกต์

โยโย่ เอฟเฟกต์

  1. การทานยาลดความอ้วน การกินยาช่วยลดน้ำหนักส่วนใหญ่ทำให้เกิดเกิดอาหารเบื่ออาหาร กินอาหารได้น้อย ปิดกั้นสารอาหารบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย สูญเสียน้ำในร่างกายมากขึ้น และทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง เมื่อหยุดทานยาลดความอ้วน จะทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ไม่มีเท่าที่ควร ทำให้มีการสะสมไขมันเพิ่มขึ้นและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าจะทานน้อยลงก็ตามโยโย่ เอฟเฟกต์
  2. การอดอาหาร เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการอด หรือการข้ามมื้ออาหาร การจำกัดการรับประทานให้ได้รับพลังงานน้อยกว่าปกติ หรือการตัดสารอาหารบางตัว เช่น ไม่ทานคาร์โบไฮเดรต อาจทำให้น้ำหนัดลดลงจริงแต่ก็จะทำให้เกิดโยโย่ เอฟเฟกต์ด้วย เนื่องจากร่างกายสูญเสียกล้ามเนื้อไปเป็นจำนวนมาก จากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เมื่อหยุดการอดอาหาร และกลับมากินอาหารตามปกติ ด้วยปริมาณกล้ามเนื้อที่ลดน้อยลง ส่งผลให้การเผาผลาญลดลง ร่างกายจึงเก็บสารอาหารส่วนที่เหลือในรูปแบบไขมันสะสม จึงทำให้ปริมาณไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น และมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรวดเร็วโยโย่ เอฟเฟกต์
  3. การออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป การออกกำลังกายเป็นวิธีลดความอ้วนที่ดีที่สุด แต่การออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิด โยโย่ เอฟเฟกต์ ได้เช่นกัน การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือเวทเทรนนิ่ง ล้วนต้องการทั้งพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นในการชดเชยการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หากได้รับสารอาหาร และพลังงานไม่เพียงพอ ร่างกายจะสูญเสียความสมดุลของการเก็บ และการใช้พลังงาน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อ เมื่อไม่ออกกำลังกาย และกลับมาทานอาหารเป็นปกติ จึงมีโอกาสทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิมได้มากขึ้นโยโย่ เอฟเฟกต์
  4. ความไม่จริงจังในการลดน้ำหนัก เมื่อมีการลดน้ำหนักแบบผิดวิธี หรือเลือกการลดน้ำหนักที่ฝืนธรรมชาติ ต้องฝืนตัวเองทำทุกๆวัน เช่น อดอาหาร งดสารอาหารบางชนิด กินน้อย หักโหมการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือทานยาลดน้ำหนัก จะทำให้เราไม่มีความสุขในการลดน้ำหนัก เบื่อ ท้อแท้ และจะลดน้ำหนักได้ในเวลาอันสั้นก็จะล้มเลิก และเมื่อหยุดการลดน้ำหนัก ก็ทำให้กลับมาอ้วนอีก เมื่ออ้วนก็กลับไปลดในวิธีการผิดๆ อีก ทำแบบนี้ซ้ำๆไปเรื่อยๆ ยิ่งนานเข้าร่างกายจะเกิดความเคยชินและจะทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยาก

เทคนิคการป้องกันโยโย่ เอฟเฟกต์

  1. การเลือกวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับ lifestyle ของตนเอง เพื่อให้มีความสุขและสนุกกับการลดน้ำหนัก
  2. หยุดการใช้ยาลดความอ้วนทุกชนิด
  3. อย่าอดอาหาร แต่ให้ลดแคลอรี่จากอาหารหรือเพิ่มการออกกำลังกายแทน โดยคำแนะนำสำหรับแคลอรี่ต่อวันคือ 1,200 กิโลแคลอรี่สำหรับผู้หญิง และ 1,600 กิโลแคลอรี่สำหรับผู้ชาย
  4. ทานอาหารให้ครบทุกมื้อ โดยแบ่งออกเป็นมื้อย่อยๆ 5 มื้อ เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญ ให้ทำงานบ่อยขึ้น รวมทั้งเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบหมวดหมู่ ควรทานอาหารในสัดส่วน ผัก และผลไม้หวานน้อย 2 ส่วน ข้าวแป้ง ธัญพืช 1 ส่วน และ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน เพิ่มการทานผักใบเขียว เลือกกินผลไม้หวานน้อยเป็นหลัก ตามด้วย ข้าวแป้ง ธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อยๆ และ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ
  5. ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวไปทีละนิด อย่าลดน้ำหนักหักโหม โดยอาจจะค่อยๆลดอาหารวันละนิดวันละน้อย ค่อยๆเพิ่มการออกกำลังกาย
  6. ออกกำลังกาย เน้นไปที่การเล่นเวทเทรนนิ่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเป็นพิเศษ แต่ก็ควรแบ่งเวลาสำหรับการทำคาร์ดิโอด้วย เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน เมื่อร่างกายมีกล้ามเนื้อมากก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น โดยเผาผลาญหรือลดแคลอรี่ให้ได้วันละ 500 กิโลแคลอรี่ในทุกๆวัน
  7. อัตราการลดน้ำหนักที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม หรือเดือนละ 2 กิโลกรัม ไม่ควรมากไปกว่านี้

 

แบ่งปัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here